1. อย่ ากลัว อย่ าหนีปัญหา หรือหนีสิ่งที่ไม่ชอบ
โบราณเขาว่าเอาไว้ “ยิ่งหนี ยิ่งเกลียด ยิ่งเจอ”แน่นอนว่าการทำงาน ย่อมต้องเจอกับปัญหาและอุปสรรค
ถือเป็นเรื่องปกติ คนที่หลีกเลี่ยงปัญหาหรืออุปสรรคในตอนนี้อาจจะต้องเจอกับปัญหาหรืออุปสรรคที่ใหญ่ขึ้น
ซับซ้อนมากขึ้น และย ากขึ้น
ปัญหาและอุปสรรคที่ผ่ านเข้ามา มันก็คล้าย ๆกับเราเล่นเกม แต่เป็นเกมชีวิตที่เราต้องฝ่าฟั นผ่ านด่านแต่ละด่าน
ไปให้ได้ เมื่อผ่ านปัญหาเล็ก ๆ ไปได้ด่านถัดไปเราจะมีภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นและจะสามารถต่อสู้กับเรื่องที่ย ากขึ้นได้
อย่ างสบายดังนั้น อย่ าเพิ่งหนีสิ่งที่เรากำลังเจออยู่
อาจจะมีคนอีกมากมายที่เขาผ่ านมาได้แล้วจงหาคนเหล่านั้น ไปเรียนรู้วิ ธีการและแนวทางของเขาดูจะทำให้เราหา
ทางผ่ านพ้นปัญหาและอุปสรรคของเราไปได้ง่ายขึ้น
2. อย่ าหั กโหมทำงานหนัก จนลืมดูแลรั กษาสุ ขภาพของตัวเอง
บริษัทเขาคงไม่เสี ยใจหรือเสี ยดายจากการ ต า ย ของเราอย่ างแน่นอนอย่ างมากเขาก็คงส่งพวงหรีด และเงิ นค่าช่วย
เหลือทำศ พให้ถ้าเราทำงานจนล้ มป่ วยหรือเสี ยชีวิตบริษัทก็จะหาคนใหม่มาแทนที่เราได้ในไม่ช้าแต่การสูญเ สียของเรา
มันกระทบต่อคนในครอบครัวมาก
บางคนที่เป็นหัวเรือใหญ่ของครอบครัวการจากไปของเขา กลับกลายเป็นการทิ้งภาระมากมายเอาไว้ให้กับครอบครัว เช่น ห นี้สิน
หรือการขา ดรายได้ดังนั้น จงอย่ าคิดว่าบริษัทจะต กที่นั่งลำบากถ้าไม่มีเรา
คนที่ลำบากคือคนในครอบครัวของเราต่างหากอย่ าหั กโหมจนต้องล้ มป่ วย ทำงานให้เต็มที่และดีที่สุด ก็เพียงพอแล้ว
3. อย่ ากังวลหรือใส่ใจ กับคำพูดของคนรอบข้าง มากจนเกินไป
ยุคที่คนส่วนมากให้ความสำคัญกับเปลือกมากกว่าคุณค่าที่แท้จริง จึงเลือกใช้ชีวิตเพื่อให้คนรอบข้างพอใจการทำแบบนี้จะทำให้สูญเ สีย
ความเป็นตัวของตัวเองและยังติ ดนิสัยสร้างภาพ หลอกลวงคนอื่น
ยิ่งทำยิ่งเป็นทุ กข์ ยิ่งทำยิ่งสูญเสี ยตัวตนสุดท้ายไม่รู้ว่าใช้ชีวิตทุ กวันนี้ เพื่อคนอื่นหรือเพื่อตัวเองกันแน่
ดังนั้น อย่ าใส่ใจกับสายตาหรือคำพูดของคนอื่น มากจนเกินไป
4. อย่ ากลัวกับการเปลี่ยนแปลง
ในยุคนี้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทั้งในแง่บวกและแง่ลบอย่ างรวดเร็วมาก หลาย ๆบริษัทที่เคยใหญ่โต และมั่นคงมาย าวนานกว่า 20 – 30 ปี
กลับล้ มลงไม่เป็นท่า หลายแห่งปิดตัวลงไปก็มีเยอะแต่ก็มีอีกหลายบริษัทเช่นกัน ที่ปรับตัวและเปลี่ยนแปลงได้ไว
เช่น บางบริษัทเพิ่งจะตั้งไข่ได้ไม่กี่ปีก็สามารถเติบโตเคียงข้างบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีอายุกว่า 40 – 50 ปีได้ พวกเราก็เหมือนบริษัท ถ้าเราเพิกเฉย
เมินเฉยต่อการเปลี่ยนแปลง หรือไม่ใส่ใจที่จะพัฒนาตนเองในไม่ช้าเราก็จะถูกเปลี่ยนแปลงอย่ างแน่นอน
เพราะจำนวนพนักงานที่ถูกทดแทนโดยเครื่องจักร และ AI มีจำนวนสูงขึ้นทุ กปีและการปลดพนักงานออกมีแนวโน้มสูงขึ้นด้วย
ถ้าเรารอหรือไม่กล้าที่จะเปลี่ยนไม่พัฒนาตนเอง อีกไม่นานก็คงจะถูกเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่
5. อย่ ากลัวที่จะผิ ดพลาด เพราะทุ กคนล้วนมีโอกาสพลาดกันได้ทั้งนั้น
ที่จริงแล้วความผิ ดพลาดคือสิ่งที่ดีเพราะความผิ ดพลาดที่เราก่อขึ้น คือหลักฐานที่พิสูจน์ว่าเราได้ลองลงมือทำแล้ว
และการสรุปว่ามันไม่เวิร์คด้วยมุมมองแบบนี้จะทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และหาหนทางใหม่อีกครั้ง
ผิดบ้าง ถูกบ้าง เดี๋ยวจะเจอทางที่ใช่เอง ดังนั้น จงเรียนรู้จากความผิ ดพลาดให้เยอะ ทุ กอย่ างคือการลงทุน แม้แต่ความล้ มเหลว
ก็ยังถือเป็นประสบการณ์ ที่จะคืนทุนและทำกำไรมหาศาลให้กับเราในอนาคตได้อย่ างแน่นอน
6. อย่ าทำงานแค่พอผ่ าน เ พราะผลงานที่ดี บ่งชี้ถึงคุณภาพของเรา
บางวันเราอาจจะเหนื่อย บางวันเราอาจจะเซ็งเจ้านายบางวันเราอาจจะอ ารมณ์ไม่ดีแต่ก็ไม่ควรเอาเรื่องเหล่านั้นไปลงกับผลงานของเรา
ชิ้นงานแต่ละชิ้นที่ผ่ านมือเรา ไม่ว่าจะเป็นงานง่ายงานเล็ก หรืองานใหญ่ เราล้วนต้องใส่ใจ
และให้ความสำคัญกับทุ กงานทั้งสิ้นเพราะทุ กชิ้นงานที่ทำโดยเรา คนอื่นเขามองออกเขาสามารถรู้ได้ว่า เราทำด้วยความตั้งใจ
และเต็มที่กับมันหรือเปล่า ภาพลักษณ์ภายนอกแค่หน้าตาหรือการแต่งกายสำคัญก็จริงแต่ภาพลักษณ์จากผลงานที่เราทำนั้นสำคัญยิ่งกว่า
7. อย่ ากลัวการเริ่มต้นใหม่
ความเคยชิน ความสบาย มันน่ากลัวซึ่งหลายคนเลือกเดินทางนี้ เ พราะรู้สึกว่าปลอดภัยแต่หารู้ไม่ว่า ในโลกของการทำงานยุคนี้
ความปลอดภัยในหน้าที่การงานไม่มีจริงอีกต่อไปแล้วงานที่ทำ ๆ กันอยู่วันนี้ พรุ่งนี้อาจจะไม่มีแล้วก็ได้
เรื่องของความเคยชิน ความสบาย ถ้าเส พติ ดมันนานเกินไปมันจะทำให้เราหล่นลงไปอยู่ในกล่องใบเล็กกล่องที่ทำให้เราไม่กล้ามอง
ไม่กล้าคิดไม่กล้าเริ่มต้นกับสิ่งใหม่ ๆ ทั้งที่สิ่งใหม่ ๆอาจจะไม่ได้น่ากลัวอย่ างที่เราคิดหรือกังวล
มองสิ่งใหม่ให้เป็นเรื่องท้าทาย และจัดการมันด้วยความสามารถของเราดีกว่า ถ้าเราคิดแบบนี้ได้เราก็จะไม่กังวล บางทีอาจจะทำได้ดีกว่า
ที่คิดอีกด้วยผลลัพธ์ของการทำสิ่งใหม่บ่อย ๆ
จะช่วยให้เราได้เจอกับโอกาสใหม่ ๆเพื่อนกลุ่มใหม่ หรือได้งานใหม่ที่ดียิ่งขึ้น
8. อย่ าหยุดที่จะเรียนรู้
คนที่หยุดเรียนรู้ เท่ากับว่า เขาได้ทำล ายอนาคตและอาชีพของเขาไปเรียบร้อยแล้วยิ่งตอนนี้ ความรู้มีการอัปเดตตลอดเวลาถ้าเราจะก้าวให้ทัน
กระแสการเปลี่ยนแปลงหรืออย ากอยู่แนวหน้าในสายอาชีพเรายิ่งต้องไขว่คว้าหาความรู้เหล่านั้นทันที
การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ว่าเราจะอยู่ในช่วงอายุเท่าไหร่ก็ตามไม่มีใครแ ก่เกินเรียน และไม่มีใครเด็ กจนจะเรียนเรื่องย าก ๆ ไม่ได้ เรียนเถอะครับ
แต่เราก็ต้องรู้ว่า เรียนเรื่องอะไรเกี่ยวกับงานเราไหม
เราจะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรียนนั้นอย่ างไรไม่มีใครมีชีวิตที่แ ย่ลงจากการเรียนรู้แต่คนที่เขาแ ย่ลง เกิดจากการเรียนไปวัน ๆ
แต่ไม่รู้จะเอาไปใช้อย่ างไรมากกว่า
9. อย่ าคิดว่า ตัวเองคือจุดศูนย์กลางของทุ กเรื่อง
การกล่าวโ ทษคนอื่น ทั้งที่ตัวเองเป็นฝ่ายผิดหรือทำแต่สิ่งที่ตัวเองได้ประโยชน์ โดยไม่คำนึงถึงความสูญเ สียที่ผู้อื่นจะได้รับการกระทำแบบนี้ คือการเห็นแ ก่ตัว
ผลที่ตามมาก็คือ จะเป็นคนที่ขา ดความสุขชีวิตไม่ประสบความสำเร็จไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เ พราะไม่เคยยอมรับผิด
เอาแต่โท ษคนอื่น จึงไม่เกิดการเรียนรู้และการแก้ไขสุดท้ายชีวิต ก็ต้องจมอยู่กับความทุ กข์เพราะหลอกตัวเองควรมองและให้ความสำคัญกับคนอื่นเท่ากับตัวเอง
จะทำให้การงานและการใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นง่ายขึ้นที่สำคัญ เราเองจะมีความสุขและเป็นที่รักต่อคนรอบข้างมากขึ้นเช่นกัน
ขอบคุณที่มา : lifein-hug